ก็แค่ผู้ชายธรรมดา

รูปภาพของฉัน
มองโลกที่มันเป็นไป แล้วย้อนกลับมามองตัวเราที่มันผ่านมา

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"คุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้ แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้คืออนาคตเพื่อที่จะเป็นอดีตที่ดีกว่า" ^_<*

..........หากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน
กาลเวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบัน
..........ย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่าและสามารถฟ้องอนาคตข้างหน้า
ว่า จะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตั

..........คนเรามักมีภาพของความรู้สึกดีๆ ตราตรึงอยู่ในความทรงจำของตัวเองเสมอ
อาจเป็นความรู้สึกพึงใจที่เล็กๆ กระทั่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่เคยสัมผัส
..........แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนานเพียงใด แต่ความทรงจำนั้นก็ไม่มีวันเลือนหายไป
จากใจซึ่งถูกเก็บไว้ในอดีตของวันวาน

.............ทว่าอดีตก็เป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่ว่าเรื่องนั้นจะดีหรือร้ายเพียง ใด
ก็ชื่อว่าเป็นประสบการณ์ที่ชีวิตได้ล่วงเลยผ่านมา
......แต่คนเรากลับชอบที่จะรื้อฟื้นความทรงจำเหล่านั้นเสมอ
จึงเกิดภาพซ้อนที่ทำให้ติดอยู่ในความทรงจำทั้งเรื่องที่ดีและร้ายคละเคล้ากันเรื่อยมา

..........บ้างก็คิดถึงสิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี บ้างก็จมอยู่กับความหมองเศร้า
ที่ไม่รู้ว่าจะให้สลายไปจากใจได้อย่างไร อดีตจึงมีอิทธิพลสำหรับคนที่รู้เท่าไม่ทัน
.......ทำให้เจ้าของชีวิตต้องจมอยู่กับความรู้สึกนั้น

.........แต่ปราชญ์ทั้งหลายกลับเชิญชวนให้คนเราหันกลับมาทำความเข้าใจชีวิต
ในปัจจุบันเป็นหลัก เพื่อให้มีเวลาทำความรู้จักกับความจริงที่มี
และเข้าใจภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรู้เท่าทัน
.........โดยไม่ยึดติดกับภาพเดิมๆที่มีอยู่อีกต่อไป เพราะอดีตเป็นสิ่งที่ผ่านมาแล้ว
ส่วนอนาคตก็เป็นภาวะที่ไปยังไม่ถึง ทุกความคิด
และการกระทำจึงควรยุติอยู่ที่ปัจจุบันเป็นสำคัญ

..........แต่ใช่ว่าความทรงจำที่ผ่านมาจะเลวร้ายเสียทีเดียว
เพราะถ้ารู้จักใช้อดีตที่ผ่านมาเป็นครูสอนชีวิตให้ฉลาดขึ้น
.........อดีตนั้นก็สามารถก่อเป็นความงามได้เช่นกัน
เพราะเมื่อไม่สามารถลบล้างอดีตได้ เราก็ควรเรียนรู้ชีวิตผ่านอดีตนั้น
.........โดยใช้เป็นอุปกรณ์ในการสอนปัจจุบันที่ประสบอยู่แต่ละขณะให้ดีขึ้น
เป็นการใช้ปัจจุบันเป็นตัวการแก้ไขข้อบกพร่องในวันวานที่ผ่านมา
เพื่อให้ความทรงจำเหล่านั้นมีชีวิตจริงขึ้นมาได้

........ถ้าอดีตที่ผ่านมาเป็นความทรงจำที่เลวร้าย
อาจจะเกิดจากความคิดและการกระทำที่ไม่เป็นดังใจหวัง
........เราก็ใช้ปัจจุบันที่มีแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นความถูกต้อง

.............หากเป็นอดีตที่ดีงามในความทรงจำ ทุกอย่างที่ผ่านมาช่างก่อ
ให้เกิดคุณค่าต่อชีวีที่มีอยู่ ก็ให้เอาอดีตเหล่านั้นมาสอนปัจจุบันให้รู้จัก
.............ต่อยอดสิ่งที่ดีนั้นไว้ มิใช่ทิ้งขว้างให้จากไปโดยไม่รู้จักใส่ใจ

..........เพราะหลายครั้งจะเห็นได้ว่าคนเราเวลาทำอะไรในปัจจุบันที่ขาดหลัก
และหลงลืมอดีตที่ดีงามของตน สุดท้ายเส้นทางสายใหม่ที่คิดว่าจะไฉไลกว่าเดิม
ก็เต็มไปด้วยขวากหนามที่คอยทิ่มแทงให้เจ็บตัวอยู่เรื่อยมา

................." ความสุขที่หายไปในชีวิตเมื่อครั้งอดีตที่ผ่านมา
เราตามเก็บรายละเอียดเหล่านั้นคืนได้หรือยังในปัจจุบัน.... ?................."

...........ดังนั้น เมื่อปรารถนาให้ความสุขกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
เราจึงต้องเรียนรู้การตามเก็บความสุขด้วยความเข้าใจ ใส่ใจในรายละเอียด
เพิ่มมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะมองความสุขให้รอบด้านด้วยปัญญาที่มาจากความเข้าใจ

.........เพราะหากรู้จักมองชีวิตให้ครบทุกด้าน
กาลเวลาที่เราสมมุติว่าเป็นอดีตหรือปัจจุบันย่อมเป็นครูสอนชีวิตให้มีคุณค่า
และฟ้องอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นเช่นไรได้ด้วยภาวะที่ลงตัว

........อดีตที่เลวร้ายหากไม่ได้รับการแก้ไข
ย่อมฟ้องปัจจุบันว่าจะประสบกับความหมองเศร้าทวีคูณ
........ปัจจุบันที่ไร้ค่า ย่อมฟ้องความไร้ค่าในอนาคตเช่นกัน
อดีตที่สวยงามย่อมต่อยอดเป็นความดีได้ในปัจจุบัน
........ปัจจุบันที่เปี่ยมด้วยคุณค่าแห่งชีวี
ย่อมเป็นอาภรณ์ฟ้องอนาคตที่จะพึงมีให้งดงามตลอดไป

..........ด้วยเหตุนี้แม้กาลเวลาจะดำรงอยู่
บนความไม่แน่นอนของชีวิตเพียงใด
แต่เราก็สามารถที่จะเลือกได้ว่า ...

..........จะให้ชีวิตที่ผ่านมาเป็น ครูสอนอะไร ?
จะทำปัจจุบันที่มีอยู่ส่งต่อไปสู่อนาคตอย่างไร ?
...............ความสุขที่หายไปจึงจะกลับคืนมาสู่ชีวิตของเราด้วยความลงตัว...*>_^

"You can't change the past but you
can change the future into a better past!!!"

"คุณไม่สามารถกลับไปเปลี่ยนอดีตได้
แต่สิ่งที่คุณสามารถเปลี่ยนได้คืออนาคตเพื่อที่จะเป็นอดีตที่ดีกว่า" ^_<*

วันอาทิตย์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2554

สุดยอดแฮกเกอร์ 10 อันดับของโลก

คิดว่าใครที่ทำงานทางด้านคอมพิวเตอร์ คงจะคุ้นกับคำว่าแฮกเกอร์เป็นอย่างดี(หรือว่าบางคนอาจจะเป็นซะเอง ) ส่วนตัวเราเองรู้จักกับคำว่า แฮกเกอร์เป็นครั้งแรกก็เมื่อหลายปีมาแล้ว รู้สึกว่าจะอ่านการ์ตูนหรือนิยายวิทยาศาสตร์สักเรื่องหนึ่ง(จำชื่อไม่ได้) ในเรื่องได้อ้างถึงแฮกเกอร์คนหนึ่ง และมีคำพูดประกอบประมาณว่า พวกแฮกเกอร์นั้นมักจะเป็นพวกที่กระหายในข้อมูลเป็นอย่างมาก พวกเค้าต้องการรู้ในข้อมูลที่มากกว่าและลึกกว่าคนอื่น จึงได้ทำการแฮ็กเข้าไปในระบบเพื่อให้ได้ข้อมูลต่างๆที่ต้องการมา เราไม่ยืนยันว่า คำนิยามที่กล่าวในหนังสือเล่มนั้นถูกหรือผิด แต่เราแค่เกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างนึงว่า อะไรฟะ คนเรามันจะต้องการข้อมูลอะไรมากมายขนาดนั้น แค่ทุกวันนี้รับข้อมูลจากการอ่านหนังสือเรียน(ตอนนั้นเรียนมัธยม) ก็รับไม่ไหวอยู่แล้วเฟ้ย เวอร์ซะไม่มีคนประเภทนี้นี่
แต่พอมาถึงปัจจุบัน ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสาร เรากลับเป็นพวกที่กระหายในข้อมูลซะเอง 555(เป็นงั้นไป) เพราะข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญ คนเราจะทำอะไร ถ้ามีข้อมูลอยู่ในมือมากเพียงพอก็จะทำให้ลดความผิดพลาดในการตัดสินใจลงไปได้ มาก และบางครั้งข้อมูลนั้นก็อาจเป็นประโยชน์หรือกลายเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาถ้า รู้จักนำไปใช้(แต่ดิชั้นก็ยังทำไม่ได้ซักที ฮ่าๆ

ถึงดิฉันจะไม่เคย คิดที่จะเป็นแฮกเกอร์ แต่ก็มีความสนใจในเรื่องนี้อยู่บ้าง เพราะเรามีความรู้สึกว่า พวกนี้จริงๆแล้วเป็นพวกที่มี logic การคิดไม่เหมือนคนอื่น(จากตำราของดิชั้นเอง อย่าถือเป็นเรื่องจริงจัง) เพราะจากหลายๆนิยามที่มีคนให้ไว้ ต่างก็บอกไว้ในทำนองเดียวกันว่า พวกแฮกเกอร์นั้นมักจะเป็นบุคคลที่มีความรู้ในเรื่องระบบการทำงานของ คอมพิวเตอร์เป็นอย่างดี(ถึงดีมาก) พวกเขาจะนำความรู้พื้นฐานที่คนอื่นมองว่าธรรมดามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้เกิดแนวความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆเกิดขึ้น ซี่งเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่คนที่คิดอะไรต่างออกไปจากคนอื่น ก็คงทำไม่ได้นะเออ

ถ้าอยากรู้ว่าพวกนี้มีความคิดสร้างสรรค์อย่างไร ลองอ่านจากประวัติของ 10 สุดยอดแฮกเกอร์ระดับโลกเหล่านี้ดูสิคะ

1.Robert Tappan Morris
สิ่งที่น่าสนใจ-ชื่อในวงการของเขาคือ rtm และเป็นลูกชายของหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ใน National Computer Security Center NSA(National Security Agency–ดิฉันมักจะแอบบเรียกชื่อเล่นของหน่วยงานนี่ว่า No Such Agency อยู่บ่อยๆตามหนังสือของ Dan Brown อิอิอิ) ว่ากันว่า เครื่องมือที่เค้าใช้สมัยเป็นวัยรุ่นก็คือ แอคเคาทน์ SuperUser ของ Belle Lab
ผลงานเด่น-เขาเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ที่สร้าง worm ขึ้นมาเป็นคนแรกของโลก สาเหตุทำขึ้นมาก็ไม่มีอะไรมาก ย้อนกลับไปในช่วงปี 1988 มอริสที่กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Cornell อยู่มาวันหนึ่ง เค้าเกิดอยากรู้ขึ้นมาว่า ระบบอินเตอร์เน็ตมีขนาดกว้างใหญ่แค่ไหนก็เลยสร้างเจ้า worm ขึ้นมา(ปัจจุบันมันถูกเรียกว่า MorrisWorm)แล้วปล่อยออกไปในระบบเพื่อศึกษาขนาดของระบบ แต่ปรากฎว่าเจ้า worm นี่เกิด replicate ตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็วทำให้ระบบต่างๆในเครื่องคอมพิวเตอร์กว่า 6,000 เครื่องทั่วโลกเจ๊งไปซะงั้น
ปัจจุบัน-หลังจากได้รับการลงโทษไปแล้ว เค้าก็เรียนจนได้ Ph.D จาก Harvard และตอนนี้เป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ MIT
2. Kevin Mitnick

สิ่ง ที่น่าสนใจ-ชื่อในวงการคือ Condor เริ่มงานมาตั้งแต่อายุ10 ขวบ โดยการ crack เว็บไซต์ North American Aerospace Defence Command พออายุ 12ก็จาะระบบ Punch Card ของ Los Angeles BusSystem ทำให้เขาสามารถขึ้นรถเมล์ได้ฟรี และเจาะเข้าไปในระบบโทรศัพท์ด้วย
ผลงาน เด่น-เขาเริ่มเป็นที่ต้องการตัวของทางการเมื่อริอ่านเจาะเข้าไปใน ระบบของ Digital Equibment Corperation เพื่อขโมย software และมีเป้าหมายที่จะเจาะเข้าไปในระบบของบริษัทเคลื่อนที่ยักษ์ใหญ่ อย่าง Nokia และ Motorolla  สาเหตุที่ถูกจับ- hack เข้าไปในเครื่องของ Tsutomu Shiomura ทำให้ Shiomura เข้าร่วมมือกับ FBI ในการตามจับตัวเค้าจนทำให้ Shiomura กลายเป็นอีกหนึ่งตำนาน White hat ในฝั่งเอเชีย

ปัจจุบัน-เขียนหนังสือเกี่ยวกับ hacker และเป็นที่ปรึกษาในด้านระบบควมปลอดภัยด้านคอมพิวเตอร์ให้กับบริษัทต่างๆ
3. Adrian Lamo

สิ่ง ที่น่าสนใจ-เป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘The homeless hacker’ เพราะว่าเค้ามักจะอาศัยอยู่ในตึกร้างที่ไม่มีใครสนใจ และมักจะแฮ็กระบบผ่านทาง laptop,อินเตอร์เน็ต คาเฟ่ และตามเครื่องคอมตามห้องสมุุดสาธารณะ ผลงานเด่น-เจาะเข้าไปในระบบของ หนังสือ พิมพ์ The New York Times และเอาชื่อตัวเองเข้าไปใส่ไว้ในแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ระดับสูงของหนังสือ พิมพ์ The New York Timesและใช้บัญชีของนักเขียนชื่อดัง LexisNexisในการค้นคว้างานวิจัยจากฐานข้อมูลของ The New York Times อีกด้วย นอกจากนี้ก็ยังมี Microsoft ,Yahoo , Bank of America และ CitiGroup

ปัจจุบัน-ทำงานเป็นนักข่าวและนักพูด เกี่ยวกับวงการ Hackerและพึ่งจะได้รับรางวัลนักข่าวยอดเยี่ยมมาไม่นานนี้เอง

4. Gary McKinnon - ชื่อในวงการ คือ Solo

ผล งาน-แฮ็กเข้าไปในระบบของ US Government ทั้ง U.S. Department of Defense,กลาโหม,นาวิกโยธิน และ นาซ่า เพื่อที่จะหาหลักฐานเกี่ยวกับ ประสิทธิภาพที่แท้จริงของเชื้อเพลิงในยานมนุษย์ต่างดาว!!!!
สิ่งที่น่า สนใจ-แม็คคินนอนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาได้ซ่อนความลับเกี่ยวกับ เทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวไว้ ซึ่งเทคโนโลยีนั้นสามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานของโลกได้ .เขาบอกว่าได้ทะลุทะลวงไปจนพบโครงการที่นำ เทคโนโลยีจากมนุษย์ต่างดาวมาใช้จริง อีกทั้งเขายังพบข้อมูลนักวิทยาศาสตร์รายหนึ่งของนาซาที่รายงานว่าศูนย์อวกาศ จอห์นสัน มีอุปกรณ์บันทึกภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง เอาไว้คอยจับภาพยูเอฟโอหลังจากพบร่องรอยบนท้องฟ้า

ซึ่งแม็คคินนอนก็ จัดการล้วงข้อมูลเป็นที่เรียบร้อย แม็คคินนอนอ้างว่า สิ่งที่เค้าเห็นน่าจะเป็นดาวเทียมหรือไม่ก็ยาน อวกาศ แต่ลักษณะแบบนั้นไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนมันเหมือนกับชิ้นเหล็กท่อนใหญ่ที่ ไม่มีตำหนิใดๆ เลย และน่าจะอยู่ใต้ผืนโลก อีกทั้งไม่มีรอยต่อของวัตถุหรือหมุดยึดตัววัตถุแต่อย่างใด  นอกจากนี้เค้ายังได้พูดอีกว่า การแฮกกิงของเขานั้นทำไปตามหลัก มนุษยธรรม เพื่อต้องการหาหลักฐานเกี่ยวกับยูเอฟโอที่ถูกปกปิดไว้ และนำมาเผยแพร่สู่สาธารณชน

5.Raphael Gray - ชื่อในวงการ Curador

ผล งาน-เจาะเข้าไปใน เว็บไซต์ e-commerce ต่างๆแล้วขโมยข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตของลูกค้ามากว่า 26,000 หมายเลข แล้วโพสต์ขึ้นบนเว็บเพจของตนเอง สิ่งที่น่าสนใจ-เกรย์เรียกตัวเองว่า The saint(of e-commerce) เขาอ้างว่าการที่แฮ็กเข้าไปในเว็บไซต์เหล่นั้นก็เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ เว็บต่างๆเหล่านั้น(ช่วยยังไงมิทราบยะ) และนอกจากนี้หนึ่งในหมายเลขบัตรเครดิตที่เขา ขโมยมาก็เป็นของคนดังในโลกของไอ ที ที่มีชื่อว่า บิล เกตต์ และเกรย์ก็ได้จัดการส่งยาเม็ดไวอากร้า(!?!) ไปยังที่อยู่ของบิล เกตต์และนำมาโพสต์ลงบนเว็บไซต์อีกต่างหาก (แสบจริงๆ)
6 .John Draper – มีนามแฝงว่า Cap’n Crunch

ผล งาน-ในช่วง ทศวรรษ 1970 เขาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการ crack โทรศัพท์(phone phreaking) เพราะในขณะนั้น ยังเป็นยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตและ PC ระบบที่ถือว่าใหญ่ที่สุดก็คือระบบโทรศัพท์และ Draper ก็ถือว่าเป็นเทพในด้านนี้

สิ่งที่น่าสนใจ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการ crack โทรศัพท์ของDraper คือ หลอดพลาสติกที่อยู่ในกล่องซีเรียล(!?!)–ซึ่งก็คือข้าวโพดเกล็ดที่เรากินกับ นมนี่ล่ะ จากยี่ห้อ Cap’n Crunch cereal พลาสติกอันที่เค้าใช้เรียกว่า whistle หรือเครื่องเป่า ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นเสียงขนาด 2600 Hz ร่วมกับใช้ Bluebox ทำให้เค้าสามารถโทรศัพท์ได้ฟรี (ช่างคิดจริงๆ)  แถมๆ หน้าตาของซีเรียลยี่ห้อ Cap’n Crunch ฮ่าๆๆ อยากโพสต์ให้ดูเพราะดิฉันว่ากล่องมันน่ารักดีอ่ะ
7. Kevin Poulsen – ชื่อในวงการคือ Dark Dante

ผลงาน-บุกรุกเข้าเว็บไซต์แทบทุกประเภท ที่เด่นๆก็คือ เจาะระบบฐานข้อมูลและระบบดักฟังของของ FBI
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เค้าเคยใช้ความสามารถพิเศษในการควบคุมระบบโทรศัพท์ของ Pacific Bellได้ เจาะเข้าไปในระบบโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ KIIS-FM ใน LA ทำให้เค้าชนะการเล่นเกมส์และได้รางวัลมาเป็นรถ Porche!!! เอามาขับเล่นสบายใจพี่เค้าไป

ปัจจุบัน-เป็น นักข่าวอาวุโสของสำนักข่าว Wired Newsและคอยช่วยเหลือในการไล่จับพวก BlackHat คนอื่นๆ

8. Dmitri Galushkevich

ผล งาน-เป็นhacker ชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในเอสโทเนีย เค้ารู้สึกผิดหวังจากการที่อนุสาวรีย์บรอนซ์ของทหารรัสเซียที่เสียชีวิตใน เอสโทเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถูกย้ายที่ เลยทำhack เข้าไปโจมตีระบบของ รัฐบาล,พรรคการเมืองต่างๆ,หนังสือพิมพ์ และสถาบันเศรษฐกิจ ทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพ “internet gridlock”–คือทั้ง ATM,เว็บไซต์ และระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ แถมบางเว็บก็รีไดเร็คไปยังภาพของทหารโซเวียต และอ้างอิงถึง Martin Luther King เกี่ยวกับการ “ต่อต้านสิ่งชั่วร้าย”อีกต่างหาก
9. Jonathan James - ชื่อในวงการ คือ c0mrade

ผล งาน-เจาะระบบมากมาย ตั้งแต่บริษัทโทรศัพท์ BellSouthไปจนถึงหน่วยงาน DTRA ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1999 เขาได้ Hack เข้าไปฝังตัว Backdoor ใน Nasaซึ่งทำให้อ่านข้อมูลลับได้มากมายรวมไปถึงขโมยโปรแกรมที่ทาง Nasaพัฒนาขึ้นด้วยเงินมหาศาลถึง 1.7 ล้านดอลล่าร์สหรัฐไปอีกด้วยซึ่งในภายหลังทาง Nasa ต้องปิดระบบถึงสามสัปดาห์เพื่อแก้ไขทำให้สูญเสียเงินไปอีก 41,000 ดอลล่าร์สหรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจ-ตอนที่โดนจับ James มีอายุเพียง 15 ปี(!?!) และเค้าได้ให้การกับศาลว่าแค่อยากได้โปรแกรมมาเพื่อฝึกฝีมือภาษา C ของตัวเองเท่านั้นแต่พอขโมยมาได้ ก็กลับถามว่าโปรแกรมห่วยๆนั่นมีค่าถึง 1.7ล้านดอลล่าร์เลยเหรอ(ช่างกล้า)
10.The Deceptive Duo - หรือคู่หูจอมหลอกลวง ประกอบไปด้วยสมาชิก 2 คนคือ Benjamin Stark อายุ 20 c]t Robert Lyttle อายุ 18 ปี

ผล งาน-เจาะระบบของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง นาวิกโยธิน,นาซา,FAA(ทบวงการบินพลเรือน)และ กระทรวงกลาโหม โดยพวกเค้าให้เหตุผลว่าที่ทำไปก็เพื่อเปิดเผยความล้มเหลวของระบบรักษาความ ปลอดภัย และต้องการปกป้องประเทศจากสงครามภายหลังเหตุการณ์ 911

นี่ คือ 10 Hacker ระดับโลกที่ใช้ความรู้ของตนเองในการก่อความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ (แม้ว่าบางทีอาจจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ?) แต่ก็ยังมี hacker อีกประเภทนึงที่ใช้ความรู้ในทางที่เป็นประโยชน์ ที่เราเรียกหันว่า พวก White hat ดังตัวอย่างต่อไปนี้


1.Tsutomu Shimomura ชาวญี่ปุ่น
ผลงาน-ร่วมมือกับ John Markoffในการช่วยเหลือ FBI ไล่จับสุดยอดแฮกเกอร์ของโลก นั่นก็คือ Kevin Mitnick
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เขาเป็นลูกชายของ Osamu Shimomura นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี(ปี 2008) นอกจากนี้เค้ายังได้เขียนหนังสือเรื่อง TakeDown เป็นเรื่องราวของการไล่จับ KevinMitnick ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง TakeDown ด้วย

2.Stephen Wozniak

สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคือผู้ที่ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ผล งาน-หลังจากที่ Wozniak อ่านบทความเรื่องการเจาะระบบโทรศัพท์ ในหนังสือ Esquire (ใช่ Esquire ที่เป็นหนังสือแฟชั่นของผู้ชายรึป่าว!?) เข้าหลังจากที่คุยกับ Steve Jobs พวกเขาก็ได้คิดค้น BlueBoxเครื่องเจาะระบบโทรศัพท์ที่ทำให้สามารถ โทรทางไกลได้ฟรีๆ เท่านั้นยังไม่พอ มีครั้งหนึ่ง Steve Wozniak ได้แอบใช้เครื่อง BlueBox โทรหาพระสันตปาปาโดยปลอมตัวว่าเป็น Henry Kissingerรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในตอนนั้นอีกด้วย (ช่างกล้า)

3.Tim Berners-Lee
สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคนนี้คือผู้ที่ คิดค้น www ขึ้นมา Leeเป็นลูกของสองนักคณิตศาสตร์ระดับโลก Convey และ Mary Berners-Leeซึ่งเป็นทีมสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Manchester Mark 1เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก ในปี 2532 Tim Berners-Lee ทำงานเป็นFreeLance อยู่ที่ CERN (ศูนย์วิจัยเรื่องนิวเคลียร์ของยุโรป)ซึ่งเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ ที่สุดของยุโรปเขาได้คิดค้นระบบข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นมา ซึ่งเมื่อนำมาผนวกเข้ากับ TCP และ DNS แล้ว มันจึงกลายมาเป็นเครือข่าย www ในปัจจุบัน (เจ๋งจริงๆ)
ปล.เว็บไซต์แรกของโลกคือ Welcome to info.cern.ch สร้างขึ้นโดย Tim Berners-Lee คนนี้นี่เอง
ผล งานทางด้าน hacker-เค้าเคยถูกจับได้ว่า hack รหัสผ่าน(acess code)เมื่อตอนเรียนอยู่ Oxford จึงทำให้ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย(ซะอย่างนั้น)

4.Richard Stallman
ผลงาน-ตอนที่ทำ งานอยู่ที่ MIT ในฐานะของ StaffComputer ทุกครั้งที่มีระบบอะไรใหม่ๆติดตั้งเข้าไปและมีรหัสผ่านกำกับอยู่ Stallman จะหาทางแฮกและปลดรหัสผ่านออกทุกครั้ง เสร็จแล้วก็ hack Printerต่อเพื่อพิมพ์ข้อความบอกคนอื่นๆว่าระบบไหนอยู่ที่ไหนปลดรหัสผ่านอะไร ไปแล้วบ้าง  สิ่งที่น่าสนใจ-ผู้ริเริ่มโครงการ GNU และมูลนิธิซอฟท์แวร์เสรีรวมไปถึงผู้ริเริ่มแนวคิดเรื่อง Copyleft และเป็นผู้ร่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ได้ทั่วไป และต่อในภายหลังสัญญานี้ได้กลายเป็น บรรทัดฐานซอฟท์แวร์เสรีจำนวนมาก


5.Raphael Gray - ชื่อในวงการ Curador

ผล งาน-เจาะเข้าไปใน เว็บไซต์ e-commerce ต่างๆแล้วขโมยข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตของลูกค้ามากว่า 26,000 หมายเลข แล้วโพสต์ขึ้นบนเว็บเพจของตนเอง สิ่งที่น่าสนใจ-เกรย์เรียกตัวเองว่า The saint(of e-commerce) เขาอ้างว่าการที่แฮ็กเข้าไปในเว็บไซต์เหล่นั้นก็เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ เว็บต่างๆเหล่านั้น(ช่วยยังไงมิทราบยะ) และนอกจากนี้หนึ่งในหมายเลขบัตรเครดิตที่เขา ขโมยมาก็เป็นของคนดังในโลกของไอ ที ที่มีชื่อว่า บิล เกตต์ และเกรย์ก็ได้จัดการส่งยาเม็ดไวอากร้า(!?!) ไปยังที่อยู่ของบิล เกตต์และนำมาโพสต์ลงบนเว็บไซต์อีกต่างหาก (แสบจริงๆ)
6 .John Draper – มีนามแฝงว่า Cap’n Crunch

ผล งาน-ในช่วง ทศวรรษ 1970 เขาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการ crack โทรศัพท์(phone phreaking) เพราะในขณะนั้น ยังเป็นยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตและ PC ระบบที่ถือว่าใหญ่ที่สุดก็คือระบบโทรศัพท์และ Draper ก็ถือว่าเป็นเทพในด้านนี้

สิ่งที่น่าสนใจ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการ crack โทรศัพท์ของDraper คือ หลอดพลาสติกที่อยู่ในกล่องซีเรียล(!?!)–ซึ่งก็คือข้าวโพดเกล็ดที่เรากินกับ นมนี่ล่ะ จากยี่ห้อ Cap’n Crunch cereal พลาสติกอันที่เค้าใช้เรียกว่า whistle หรือเครื่องเป่า ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นเสียงขนาด 2600 Hz ร่วมกับใช้ Bluebox ทำให้เค้าสามารถโทรศัพท์ได้ฟรี (ช่างคิดจริงๆ)  แถมๆ หน้าตาของซีเรียลยี่ห้อ Cap’n Crunch ฮ่าๆๆ อยากโพสต์ให้ดูเพราะดิฉันว่ากล่องมันน่ารักดีอ่ะ
7. Kevin Poulsen – ชื่อในวงการคือ Dark Dante

ผลงาน-บุกรุกเข้าเว็บไซต์แทบทุกประเภท ที่เด่นๆก็คือ เจาะระบบฐานข้อมูลและระบบดักฟังของของ FBI
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เค้าเคยใช้ความสามารถพิเศษในการควบคุมระบบโทรศัพท์ของ Pacific Bellได้ เจาะเข้าไปในระบบโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ KIIS-FM ใน LA ทำให้เค้าชนะการเล่นเกมส์และได้รางวัลมาเป็นรถ Porche!!! เอามาขับเล่นสบายใจพี่เค้าไป

ปัจจุบัน-เป็น นักข่าวอาวุโสของสำนักข่าว Wired Newsและคอยช่วยเหลือในการไล่จับพวก BlackHat คนอื่นๆ

8. Dmitri Galushkevich

ผล งาน-เป็นhacker ชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในเอสโทเนีย เค้ารู้สึกผิดหวังจากการที่อนุสาวรีย์บรอนซ์ของทหารรัสเซียที่เสียชีวิตใน เอสโทเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถูกย้ายที่ เลยทำhack เข้าไปโจมตีระบบของ รัฐบาล,พรรคการเมืองต่างๆ,หนังสือพิมพ์ และสถาบันเศรษฐกิจ ทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพ “internet gridlock”–คือทั้ง ATM,เว็บไซต์ และระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ แถมบางเว็บก็รีไดเร็คไปยังภาพของทหารโซเวียต และอ้างอิงถึง Martin Luther King เกี่ยวกับการ “ต่อต้านสิ่งชั่วร้าย”อีกต่างหาก
9. Jonathan James - ชื่อในวงการ คือ c0mrade

ผล งาน-เจาะระบบมากมาย ตั้งแต่บริษัทโทรศัพท์ BellSouthไปจนถึงหน่วยงาน DTRA ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1999 เขาได้ Hack เข้าไปฝังตัว Backdoor ใน Nasaซึ่งทำให้อ่านข้อมูลลับได้มากมายรวมไปถึงขโมยโปรแกรมที่ทาง Nasaพัฒนาขึ้นด้วยเงินมหาศาลถึง 1.7 ล้านดอลล่าร์สหรัฐไปอีกด้วยซึ่งในภายหลังทาง Nasa ต้องปิดระบบถึงสามสัปดาห์เพื่อแก้ไขทำให้สูญเสียเงินไปอีก 41,000 ดอลล่าร์สหรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจ-ตอนที่โดนจับ James มีอายุเพียง 15 ปี(!?!) และเค้าได้ให้การกับศาลว่าแค่อยากได้โปรแกรมมาเพื่อฝึกฝีมือภาษา C ของตัวเองเท่านั้นแต่พอขโมยมาได้ ก็กลับถามว่าโปรแกรมห่วยๆนั่นมีค่าถึง 1.7ล้านดอลล่าร์เลยเหรอ(ช่างกล้า)
10.The Deceptive Duo - หรือคู่หูจอมหลอกลวง ประกอบไปด้วยสมาชิก 2 คนคือ Benjamin Stark อายุ 20 c]t Robert Lyttle อายุ 18 ปี

ผล งาน-เจาะระบบของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง นาวิกโยธิน,นาซา,FAA(ทบวงการบินพลเรือน)และ กระทรวงกลาโหม โดยพวกเค้าให้เหตุผลว่าที่ทำไปก็เพื่อเปิดเผยความล้มเหลวของระบบรักษาความ ปลอดภัย และต้องการปกป้องประเทศจากสงครามภายหลังเหตุการณ์ 911

นี่ คือ 10 Hacker ระดับโลกที่ใช้ความรู้ของตนเองในการก่อความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ (แม้ว่าบางทีอาจจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ?) แต่ก็ยังมี hacker อีกประเภทนึงที่ใช้ความรู้ในทางที่เป็นประโยชน์ ที่เราเรียกหันว่า พวก White hat ดังตัวอย่างต่อไปนี้


1.Tsutomu Shimomura ชาวญี่ปุ่น
ผลงาน-ร่วมมือกับ John Markoffในการช่วยเหลือ FBI ไล่จับสุดยอดแฮกเกอร์ของโลก นั่นก็คือ Kevin Mitnick
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เขาเป็นลูกชายของ Osamu Shimomura นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี(ปี 2008) นอกจากนี้เค้ายังได้เขียนหนังสือเรื่อง TakeDown เป็นเรื่องราวของการไล่จับ KevinMitnick ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง TakeDown ด้วย

2.Stephen Wozniak

สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคือผู้ที่ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ผล งาน-หลังจากที่ Wozniak อ่านบทความเรื่องการเจาะระบบโทรศัพท์ ในหนังสือ Esquire (ใช่ Esquire ที่เป็นหนังสือแฟชั่นของผู้ชายรึป่าว!?) เข้าหลังจากที่คุยกับ Steve Jobs พวกเขาก็ได้คิดค้น BlueBoxเครื่องเจาะระบบโทรศัพท์ที่ทำให้สามารถ โทรทางไกลได้ฟรีๆ เท่านั้นยังไม่พอ มีครั้งหนึ่ง Steve Wozniak ได้แอบใช้เครื่อง BlueBox โทรหาพระสันตปาปาโดยปลอมตัวว่าเป็น Henry Kissingerรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในตอนนั้นอีกด้วย (ช่างกล้า)

3.Tim Berners-Lee
สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคนนี้คือผู้ที่ คิดค้น www ขึ้นมา Leeเป็นลูกของสองนักคณิตศาสตร์ระดับโลก Convey และ Mary Berners-Leeซึ่งเป็นทีมสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Manchester Mark 1เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก ในปี 2532 Tim Berners-Lee ทำงานเป็นFreeLance อยู่ที่ CERN (ศูนย์วิจัยเรื่องนิวเคลียร์ของยุโรป)ซึ่งเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ ที่สุดของยุโรปเขาได้คิดค้นระบบข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นมา ซึ่งเมื่อนำมาผนวกเข้ากับ TCP และ DNS แล้ว มันจึงกลายมาเป็นเครือข่าย www ในปัจจุบัน (เจ๋งจริงๆ)
ปล.เว็บไซต์แรกของโลกคือ Welcome to info.cern.ch สร้างขึ้นโดย Tim Berners-Lee คนนี้นี่เอง
ผล งานทางด้าน hacker-เค้าเคยถูกจับได้ว่า hack รหัสผ่าน(acess code)เมื่อตอนเรียนอยู่ Oxford จึงทำให้ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย(ซะอย่างนั้น)

4.Richard Stallman
5.Raphael Gray - ชื่อในวงการ Curador

ผล งาน-เจาะเข้าไปใน เว็บไซต์ e-commerce ต่างๆแล้วขโมยข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิตของลูกค้ามากว่า 26,000 หมายเลข แล้วโพสต์ขึ้นบนเว็บเพจของตนเอง สิ่งที่น่าสนใจ-เกรย์เรียกตัวเองว่า The saint(of e-commerce) เขาอ้างว่าการที่แฮ็กเข้าไปในเว็บไซต์เหล่นั้นก็เพื่อที่จะให้การช่วยเหลือ เว็บต่างๆเหล่านั้น(ช่วยยังไงมิทราบยะ) และนอกจากนี้หนึ่งในหมายเลขบัตรเครดิตที่เขา ขโมยมาก็เป็นของคนดังในโลกของไอ ที ที่มีชื่อว่า บิล เกตต์ และเกรย์ก็ได้จัดการส่งยาเม็ดไวอากร้า(!?!) ไปยังที่อยู่ของบิล เกตต์และนำมาโพสต์ลงบนเว็บไซต์อีกต่างหาก (แสบจริงๆ)
6 .John Draper – มีนามแฝงว่า Cap’n Crunch

ผล งาน-ในช่วง ทศวรรษ 1970 เขาได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งการ crack โทรศัพท์(phone phreaking) เพราะในขณะนั้น ยังเป็นยุคที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตและ PC ระบบที่ถือว่าใหญ่ที่สุดก็คือระบบโทรศัพท์และ Draper ก็ถือว่าเป็นเทพในด้านนี้

สิ่งที่น่าสนใจ-อุปกรณ์ที่ใช้ในการ crack โทรศัพท์ของDraper คือ หลอดพลาสติกที่อยู่ในกล่องซีเรียล(!?!)–ซึ่งก็คือข้าวโพดเกล็ดที่เรากินกับ นมนี่ล่ะ จากยี่ห้อ Cap’n Crunch cereal พลาสติกอันที่เค้าใช้เรียกว่า whistle หรือเครื่องเป่า ซึ่งจะทำให้เกิดคลื่นเสียงขนาด 2600 Hz ร่วมกับใช้ Bluebox ทำให้เค้าสามารถโทรศัพท์ได้ฟรี (ช่างคิดจริงๆ)  แถมๆ หน้าตาของซีเรียลยี่ห้อ Cap’n Crunch ฮ่าๆๆ อยากโพสต์ให้ดูเพราะดิฉันว่ากล่องมันน่ารักดีอ่ะ
7. Kevin Poulsen – ชื่อในวงการคือ Dark Dante

ผลงาน-บุกรุกเข้าเว็บไซต์แทบทุกประเภท ที่เด่นๆก็คือ เจาะระบบฐานข้อมูลและระบบดักฟังของของ FBI
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เค้าเคยใช้ความสามารถพิเศษในการควบคุมระบบโทรศัพท์ของ Pacific Bellได้ เจาะเข้าไปในระบบโทรศัพท์ของสถานีวิทยุ KIIS-FM ใน LA ทำให้เค้าชนะการเล่นเกมส์และได้รางวัลมาเป็นรถ Porche!!! เอามาขับเล่นสบายใจพี่เค้าไป

ปัจจุบัน-เป็น นักข่าวอาวุโสของสำนักข่าว Wired Newsและคอยช่วยเหลือในการไล่จับพวก BlackHat คนอื่นๆ

8. Dmitri Galushkevich

ผล งาน-เป็นhacker ชาวรัสเซียที่อาศัยอยู่ในเอสโทเนีย เค้ารู้สึกผิดหวังจากการที่อนุสาวรีย์บรอนซ์ของทหารรัสเซียที่เสียชีวิตใน เอสโทเนียในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถูกย้ายที่ เลยทำhack เข้าไปโจมตีระบบของ รัฐบาล,พรรคการเมืองต่างๆ,หนังสือพิมพ์ และสถาบันเศรษฐกิจ ทำให้ทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพ “internet gridlock”–คือทั้ง ATM,เว็บไซต์ และระบบคอมพิวเตอร์ของรัฐบาลอยู่ในสภาพที่ใช้การไม่ได้ แถมบางเว็บก็รีไดเร็คไปยังภาพของทหารโซเวียต และอ้างอิงถึง Martin Luther King เกี่ยวกับการ “ต่อต้านสิ่งชั่วร้าย”อีกต่างหาก
9. Jonathan James - ชื่อในวงการ คือ c0mrade

ผล งาน-เจาะระบบมากมาย ตั้งแต่บริษัทโทรศัพท์ BellSouthไปจนถึงหน่วยงาน DTRA ในกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 1999 เขาได้ Hack เข้าไปฝังตัว Backdoor ใน Nasaซึ่งทำให้อ่านข้อมูลลับได้มากมายรวมไปถึงขโมยโปรแกรมที่ทาง Nasaพัฒนาขึ้นด้วยเงินมหาศาลถึง 1.7 ล้านดอลล่าร์สหรัฐไปอีกด้วยซึ่งในภายหลังทาง Nasa ต้องปิดระบบถึงสามสัปดาห์เพื่อแก้ไขทำให้สูญเสียเงินไปอีก 41,000 ดอลล่าร์สหรัฐ
สิ่งที่น่าสนใจ-ตอนที่โดนจับ James มีอายุเพียง 15 ปี(!?!) และเค้าได้ให้การกับศาลว่าแค่อยากได้โปรแกรมมาเพื่อฝึกฝีมือภาษา C ของตัวเองเท่านั้นแต่พอขโมยมาได้ ก็กลับถามว่าโปรแกรมห่วยๆนั่นมีค่าถึง 1.7ล้านดอลล่าร์เลยเหรอ(ช่างกล้า)
10.The Deceptive Duo - หรือคู่หูจอมหลอกลวง ประกอบไปด้วยสมาชิก 2 คนคือ Benjamin Stark อายุ 20 c]t Robert Lyttle อายุ 18 ปี

ผล งาน-เจาะระบบของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งรวมถึง นาวิกโยธิน,นาซา,FAA(ทบวงการบินพลเรือน)และ กระทรวงกลาโหม โดยพวกเค้าให้เหตุผลว่าที่ทำไปก็เพื่อเปิดเผยความล้มเหลวของระบบรักษาความ ปลอดภัย และต้องการปกป้องประเทศจากสงครามภายหลังเหตุการณ์ 911

นี่ คือ 10 Hacker ระดับโลกที่ใช้ความรู้ของตนเองในการก่อความเสียหายให้กับระบบคอมพิวเตอร์ (แม้ว่าบางทีอาจจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ?) แต่ก็ยังมี hacker อีกประเภทนึงที่ใช้ความรู้ในทางที่เป็นประโยชน์ ที่เราเรียกหันว่า พวก White hat ดังตัวอย่างต่อไปนี้


1.Tsutomu Shimomura ชาวญี่ปุ่น
ผลงาน-ร่วมมือกับ John Markoffในการช่วยเหลือ FBI ไล่จับสุดยอดแฮกเกอร์ของโลก นั่นก็คือ Kevin Mitnick
สิ่ง ที่น่าสนใจ-เขาเป็นลูกชายของ Osamu Shimomura นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี(ปี 2008) นอกจากนี้เค้ายังได้เขียนหนังสือเรื่อง TakeDown เป็นเรื่องราวของการไล่จับ KevinMitnick ซึ่งต่อมาได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง TakeDown ด้วย

2.Stephen Wozniak

สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคือผู้ที่ร่วมก่อตั้ง Apple Computer ผล งาน-หลังจากที่ Wozniak อ่านบทความเรื่องการเจาะระบบโทรศัพท์ ในหนังสือ Esquire (ใช่ Esquire ที่เป็นหนังสือแฟชั่นของผู้ชายรึป่าว!?) เข้าหลังจากที่คุยกับ Steve Jobs พวกเขาก็ได้คิดค้น BlueBoxเครื่องเจาะระบบโทรศัพท์ที่ทำให้สามารถ โทรทางไกลได้ฟรีๆ เท่านั้นยังไม่พอ มีครั้งหนึ่ง Steve Wozniak ได้แอบใช้เครื่อง BlueBox โทรหาพระสันตปาปาโดยปลอมตัวว่าเป็น Henry Kissingerรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐในตอนนั้นอีกด้วย (ช่างกล้า)

3.Tim Berners-Lee
สิ่งที่น่าสนใจ-เค้าคนนี้คือผู้ที่ คิดค้น www ขึ้นมา Leeเป็นลูกของสองนักคณิตศาสตร์ระดับโลก Convey และ Mary Berners-Leeซึ่งเป็นทีมสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ Manchester Mark 1เครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นแรกๆของโลก ในปี 2532 Tim Berners-Lee ทำงานเป็นFreeLance อยู่ที่ CERN (ศูนย์วิจัยเรื่องนิวเคลียร์ของยุโรป)ซึ่งเป็นเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ใหญ่ ที่สุดของยุโรปเขาได้คิดค้นระบบข้อความหลายมิติ (Hypertext) ขึ้นมา ซึ่งเมื่อนำมาผนวกเข้ากับ TCP และ DNS แล้ว มันจึงกลายมาเป็นเครือข่าย www ในปัจจุบัน (เจ๋งจริงๆ)
ปล.เว็บไซต์แรกของโลกคือ Welcome to info.cern.ch สร้างขึ้นโดย Tim Berners-Lee คนนี้นี่เอง
ผล งานทางด้าน hacker-เค้าเคยถูกจับได้ว่า hack รหัสผ่าน(acess code)เมื่อตอนเรียนอยู่ Oxford จึงทำให้ถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย(ซะอย่างนั้น)

4.Richard Stallman
ผลงาน-ตอนที่ทำ งานอยู่ที่ MIT ในฐานะของ StaffComputer ทุกครั้งที่มีระบบอะไรใหม่ๆติดตั้งเข้าไปและมีรหัสผ่านกำกับอยู่ Stallman จะหาทางแฮกและปลดรหัสผ่านออกทุกครั้ง เสร็จแล้วก็ hack Printerต่อเพื่อพิมพ์ข้อความบอกคนอื่นๆว่าระบบไหนอยู่ที่ไหนปลดรหัสผ่านอะไร ไปแล้วบ้าง  สิ่งที่น่าสนใจ-ผู้ริเริ่มโครงการ GNU และมูลนิธิซอฟท์แวร์เสรีรวมไปถึงผู้ริเริ่มแนวคิดเรื่อง Copyleft และเป็นผู้ร่างสัญญาอนุญาตให้ใช้ได้ทั่วไป และต่อในภายหลังสัญญานี้ได้กลายเป็น บรรทัดฐานซอฟท์แวร์เสรีจำนวนมาก

ขอขอบคุณแหล่งที่มา :
http://www.coolpicturegallery.net
http://science.discovery.com
http:/www.gconfaqs.com
http://suntos.wordpress.com/2009/12/05/สุดยอดแฮกเกอร์-10-อันดับข/
http://science.discovery.com
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8537135/X8537135.html
http://www.soldierx.com/hdb/Dmitri-Galushkevich http://www.wikipedia.org

ฮือฮา! มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก มาไทยจริง

ร่ำลือกันตั้งแต่เมื่อคืน ถึงตอนนี้ชัดเจนแล้วว่า มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก (Mark Zuckerberg) ผู้ก่อตั้งเครือข่ายสังคมสุดฮอตอย่าง "เฟซบุ๊ก" ที่ปรากฏตัวกลางซอยทองหล่อ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.ที่ผ่านมา เป็นตัวจริง โดยการเดินทางมาของซัคเกอร์เบิร์กในครั้งนี้เพื่อร่วมงานแต่งงานของลูกน้อง คนสนิทรายหนึ่ง ซึ่งจะเข้าพิธีแต่งงานกับสาวไทยในสัปดาห์นี้

โดย ข้อมูลเบื้องต้นบอกว่า เจ้าสาวของลูกน้อง ซัคเกอร์เบิร์ก ชื่อ "เตื้อย" วิศรา วิจิตรวาทการ เป็นบุตรีของวิวัฒน์วงศ์ วิจิตรวาทการ ผู้บริหารบริษัทในเครือล็อกซเล่ย์ จบการศึกษาด้านภาพยนตร์ในมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) อย่างไรก็ตามยังไม่มีข้อมูลชื่อของคนสนิทซัคเกอร์เบิร์กที่กำลังจะเป็นเจ้า บ่าว
โดยล่าสุดมีรายงานว่า วันนี้ (29 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. มาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ได้เดินทางไปร่วมพิธีรดน้ำสังข์ของเพื่อนคนสนิทดังกล่าวที่บ้านพักของหม่อม ราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในซอยสวนพลู (ซอยสาทร 3) ถนนสาทรใต้ ทั้งนี้แขกที่มาร่วมงานรายหนึ่งยืนยันว่ามาร์กมาร่วมงานจริง
ซัคเกอร์เบิร์กที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะชื่อเสียงของเฟซบุ๊ก ผลงานที่ทำให้ซัคเกอร์เบิร์กสามารถร่ำรวยเงินทองจนกลายเป็นเศรษฐีที่อายุ น้อยที่สุดในขณะนี้ โดยนิตยสารฟอร์บส์ได้จัดให้ซัคเกอร์เบิร์กมีอันดับความร่ำรวยที่ 35 ก้าวกระโดดจากอันดับที่ 158 ในปี 2009 มีมูลค่าทรัพย์สินจากเดิม 4.9 พันล้านเหรียญมาเป็น 6.9 พันล้านเหรียญในปีเดียว เป็นตัวเลขที่ฮือฮาอย่างมากเพราะสูงกว่าทรัพย์สินของผู้ก่อตั้งแอปเปิล ซึ่ง สตีฟ จ็อบส์ นั้นสามารถทำได้เพียงอันดับที่ 42 ด้วยทรัพย์สินมูลค่า 6.1 พันล้านเหรียญ ขณะที่นิตยสารไทม์ล่าสุดก็ยกให้เขาเป็นบุคคลแห่งปีอีกด้วย
มาร์ก เอลเลียต ซักเคอร์เบิร์ก (อังกฤษ: Mark Elliot Zuckerberg) เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 ที่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันเป็นที่รู้จักในฐานะผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก เขาร่วมก่อตั้งเฟสบุ๊กร่วมกับเพื่อนอีก 3 คน ขณะกำลังศึกษาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด นิตยสารไทม์ ได้ให้เขาเป็นบุคคลแห่งปี ค.ศ. 2010

Hitech Gallery

เพราะอนาคตไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันครับ!

สำหรับใครหลายคนที่กำลังตั้งตารอ iPhone 5 โทรศัพท์มือถือตัวใหม่ล่าจาก Apple ที่พร้อมจะเปิดตัวในช่วงกลางปีนี้ เชื่อแน่ว่าหลายๆคนคงจะสงสัยกันอยู่บ้างว่าจะมีฟีเจอร์หรือฟังก์ชั่นการใช้ งานอะไรใหม่ๆมาให้สาวกค่ายนี้ได้ตื่นเต้นกันบ้าง ซึ่งเราก็คงต้องมานั่งลุ้นกันต่อไปจนถึงราวเดือนมิถุนายน - กรกฎาคมกันโน่นเลย
แต่สำหรับวันนี้ทีมงาน TechXcite ขอลองมองข้ามช็อตไปยัง iPhone 6 สำหรับปีสิ้นโลก 2012 ที่มีโอกาสสูงอยู่เหมือนกันที่จะมาพร้อมกับนวัตกรรมที่จะชวนให้หลายคนได้ อึ่งทึ่งเสียวกันไปตามๆกัน หลังบริษัท Apple ประสบความสำเร็จในการขอจดสิทธิบัตรเทคโนโลยี 3D ผ่านหน้าจอไม่ต้องง้อแว่นแบบใหม่ของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สำหรับข้อดีของระบบเทคโนโลยี 3D ที่ Apple ได้รับสิทธิบัตรมานั้นก็คือคุณสามารถมองภาพแบบสามมิติได้ด้วยตาเปล่า โดยที่คราวนี้ไม่ได้เห็นแค่คุณเพียงคนเดียวแต่คนรอบข้างก็จะได้รับชมภาพใน แบบเดียวกันกับคุณนั่นแหละ (คนชอบงัดมือถือมาอวดคงเตรียมยิ้มกันได้เลย) นอกจากนี้ภาพ 3D ที่สร้างออกมานั้นก็จะสามารถมองได้จากทุกองศาอย่างแท้จริงแถมยังเปลี่ยนองศา ได้ตามทิศทางการรับชมของผู้ใช้งานอีกต่างหาก
ซึ่งรับรองได้เลยว่า Apple คงไม่ได้จดสิทธิบัตรตัวนี้เก็บไว้ใส่กรุอย่างแน่นอน เพราะด้วยศักยภาพรวมถึงรูปแบบการใช้งานของอุปกรณ์อย่าง iPhone แล้วก็น่าจะเอื้ออำนวยต่อการใช้งาน 3D ในอนาคตอยู่เหมือนกันไม่ว่าจะเป็นระบบ 3D Facetime หรือการเล่นเกมส์สามมิติแบบเต็มรูปแบบบนหน้าจอ 3D Retina Display ซึ่งเราอาจมีโอกาสได้เห็นฟีเจอร์ 3D แบบนี้ใน iPhone 6, iPad 3 หรือแม้กระทั่ง iPod Touch รุ่นต่อๆไปก็เป็นได้


ออฟฟิศของ facebook ที่ไม่ธรรมดา

หลังจากทางทีมงานนำเรื่องของออฟฟิศ ของเว็บไซต์ ชั้นนำมาได้ชมกัน ล่าสุดเลยจับมาอีก 1 สถานที่ ใช่แล้ว ก็สำนักงานใหญ่ของ facebook ของ ซึ่งเป็น Social Network ที่ใหญ่ที่สุดในโลกตอนนี้  คนใช้เยอะขนาดนี้ ออฟฟิศของ facebook จะธรรมดาคงไม่ได้ เราลองไปสำรวจกัน
สำนักงานใหญ่ของ facebook อยู่ใน พาโล อัลโต, แคลิฟอร์เนีย (Palo Alto, California) ซึ่งเป็นผลงานการออกแบบของ Studio O+A  พื้นที่ของสำนักงานอยู่ที่ประมาณ 150,000 ตารางฟุต โดยรองรับพนักงานกว่า 700 คน
สำนักงานแห่งนี้ สร้างขึ้นจากการปรับปรุง ห้องแลบเก่าที่ก่อสร้างตั้งแต่ยุค 1960 ทำให้มันมีความเก๋ของกลิ่นอายเฟอร์นิเจอร์เดิมๆ ชิ้นส่วนต่างๆจาก แลบเก่าซึ่งทางทีมงานออกแบบนำมันมาใช้ตกแต่งด้วย
มีห้องนั่งเล่น ห้องครัวและคาเฟต์เปิดตลอด 24 ชั่วโมง !! นอกจากนี้ยังมีเครื่องดื่มและขนม นม เนยอยู่ที่ ห้องครัวย่อยๆ (micro-kitchens)ที่กระจายทั่วสำนักงานอีกด้วย
เป็นไงบ้างได้ลองดู   แล้วเอามาเปรียบเทียบกับ ออฟฟิศ google, ออฟฟิศลับใต้ดินของ Wikileaks 

พาไปชมออฟฟิศลับใต้ดินของ Wikileaks

ทัวร์ออฟฟิศกูเกิล (+คลิป)





Hitech Gallery